มหาสงครามวันล้างโลก และการเผชิญหน้ากับมนุษย์กลายพันธุ์คนแรกของประวัติศาสตร์
“เมื่ออมตะเทพองค์แรกตื่นจากการหลับใหลนับพันปี… ชะตากรรมของมนุษยชาติและเผ่าพันธุ์มิวแทนต์จึงมาถึงจุดแตกหัก ร่วมสัมผัสอภิมหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน X-Men: Apocalypse (2016) เอ็กซ์เม็น อะพอคคาลิปส์ ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่จะพาคุณไปร่วมพิสูจน์ขีดจำกัดของพลัง พลานุภาพแห่งความสามัคคี และการเสียสละเพื่อปกป้องโลก”
การตื่นขึ้นของ ‘อะพอคคาลิปส์’ และจุติแห่ง 4 จตุรอาชา
X-Men: Apocalypse (2016) บอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่อจากภาค Days of Future Past โดยยังคงรักษารากเหง้าและเส้นเรื่องดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น ทว่ายกระดับความสเกลความหายนะไปสู่ระดับโลก เนื้อหาปักหมุดไปที่การฟื้นคืนชีพของ “เอน ซาบาห์ นูร์” หรือ “อะพอคคาลิปส์” (รับบทโดย Oscar Isaac) มนุษย์กลายพันธุ์คนแรกและทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้ถูกบูชาในฐานะพระเจ้าในยุคอียิปต์โบราณ
เมื่อตื่นขึ้นมาในโลกยุค 1980 ที่เต็มไปด้วยความเสื่อมโทรม อะพอคคาลิปส์เกิดความผิดหวังในมนุษยชาติและตั้งเป้าที่จะ “ล้างโลก” เพื่อสร้างระเบียบใหม่ที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด เขาได้ทำการรวบรวมเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ผู้สิ้นหวังรวมถึง “แม็กนีโต” (รับบทโดย Michael Fassbender) มาเป็น “4 จตุรอาชา” (Four Horsemen) เพื่อทำลายล้างอารยธรรมมนุษย์ ทำให้ “ศาสตราจารย์ ชาร์ลส์ เซเวียร์” (รับบทโดย James McAvoy) และ “เรเวน / มิสทีก” (รับบทโดย Jennifer Lawrence) ต้องนำทัพกลุ่ม X-Men รุ่นเยาว์เข้าสู่สมรภูมิเดือดเพื่อหยุดยั้งมหันตภัยครั้งนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
มุมมองนักวิจารณ์: ทำไม “X-Men: Apocalypse” คือหน้าประวัติศาสตร์มิวแทนต์ที่คุณไม่ควรข้าม?
ในฐานะคนทำงานสายภาพยนตร์และแฟนนามปากกา X-Men ความยอดเยี่ยมของภาค Apocalypse (2016) คือการเป็นสะพานเชื่อมโยง (Bridge Movie) ที่สมบูรณ์แบบในการส่งต่อไม้จากมนุษย์กลายพันธุ์รุ่นเก๋าไปสู่รุ่นใหม่ เราจะได้เห็นการเติบโตและการตื่นขึ้นของพลังที่แท้จริงของตัวละครไอคอนิกอย่าง ซีน (Jean Grey), ไซคลอปส์ (Cyclops) และ สตอร์ม (Storm) ผ่านบทภาพยนตร์ที่เน้นย้ำถึงประเด็น “ครอบครัวและการยอมรับในสิ่งที่เป็น”
งานสร้างและเทคนิคพิเศษ (VFX) ในภาคนี้ถือเป็นจุดพีคที่น่าตื่นตาตื่นใจ การดีไซน์ฉากทำลายล้างระดับทวีปมีความโอ่อ่าและน่าเกรงขาม ทว่าบทภาพยนตร์ก็ฉลาดพอที่จะแทรกฉากไอคอนิกสไตล์ “Quicksilver Time” ที่เปลี่ยนความตึงเครียดให้เป็นสุนทรียศาสตร์ที่สนุกสนานได้อย่างลงตัว หากคุณกำลังมองหาภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ให้รสชาติแอ็กชันไซไฟสเกลใหญ่ พร้อมการปะทะทางอุดมการณ์ที่เข้มข้น