Children of Men (2006) พลิกวิกฤต ขีดชะตาโลก: ปาฏิหาริย์สุดท้ายในวันสิ้นโลก
หากจะกล่าวถึงภาพยนตร์ไซไฟ-ดิสโทเปียที่สมจริง รุนแรง และทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก ชื่อของ “Children of Men (2006) พลิกวิกฤต ขีดชะตาโลก” ผลงานการกำกับของบรมครู อัลฟอนโซ คัวรอน (Alfonso Cuarón) จะต้องอยู่ในอันดับต้น ๆ เสมอ
หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนวนิยายของ พี.ดี. เจมส์ (P.D. James) ซึ่งไม่ได้ขายความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่เป็นการส่องสว่างไปยังส่วนที่มืดบอดที่สุดของจิตใจมนุษย์ในวันที่โลกไร้ซึ่งความหวัง
เรื่องย่อภาพยนตร์ Children of Men (2006)
เรื่องราวพาดำดิ่งไปยังโลกอนาคตในปี 2027 เมื่อมนุษยชาติต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือ “ภาวะเป็นหมันทั่วโลก” ไม่มีทารกเกิดใหม่มานานถึง 18 ปี โลกตกอยู่ในความสิ้นหวัง สังคมล่มสลาย และประเทศอังกฤษกลายเป็นรัฐเผด็จการทหารท่ามกลางสงครามกลางเมืองและการกวาดล้างผู้อพยพ
ธีโอ แฟรนส์ (รับบทโดย Clive Owen) อดีตนักเคลื่อนไหวที่ปัจจุบันกลายเป็นพนักงานออฟฟิศผู้ไร้ชีวิตชีวา ได้ถูกอดีตภรรยาของเขา จูเลียน (รับบทโดย Julianne Moore) ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหวใต้ดินลักพาตัวไป เพื่อขอให้เขาช่วยทำเอกสารเดินทางให้กับ คีย์ (รับบทโดย Claire-Hope Ashitey) หญิงอพยพผิดกฎหมายคนหนึ่ง
แต่ความจริงอันน่าตกตะลึงก็ถูกเปิดเผยเมื่อธีโอพบว่า คีย์กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งถือเป็นปาฏิหาริย์เพียงหนึ่งเดียวของมนุษยชาติในรอบเกือบสองทศวรรษ ธีโอจึงต้องผันตัวมารับหน้าที่ปกป้องเธอและทารกในครรภ์ ฝ่าสมรภูมิรบ ท่ามกลางกระสุน ระเบิด และความโลภของมนุษย์หลายกลุ่มที่ต้องการแย่งชิงตัวเด็กคนนี้ เพื่อพากเธอเดินทางไปส่งยังกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ลึกลับนามว่า “The Human Project” ที่เชื่อว่าเป็นความหวังสุดท้ายในการกู้โลก
ความสมบูรณ์แบบทางศิลปะภาพยนตร์และการทำนายอนาคต (Critic’s Insight)
“Children of Men ไม่ได้ฉายภาพวันสิ้นโลกด้วยอุกกาบาตหรือสัตว์ประหลาด แต่สะท้อนภาพวันสิ้นโลกที่เกิดขึ้นจากการที่มนุษย์หมดสิ้นความหวังในตัวเอง”
ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์ Children of Men คือบทเรียนราคาแพงของวงการฮอลลีวูดที่พิสูจน์ว่า ‘ภาพยนตร์ที่ดี’ ทำงานอย่างไร ไฮไลท์สำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเทคนิคการถ่ายทำแบบ Long Take (การถ่ายทำแบบต่อเนื่องโดยไม่ตัดต่อ) ของผู้กำกับภาพคู่บุญ เอ็มมานูเอล ลูเบซกี (Emmanuel Lubezki) โดยเฉพาะฉากปะทะในรถและฉากฝ่าสมรภูมิรบในช่วงท้ายเรื่อง ที่กดดันจนผู้ชมแทบหยุดหายใจ ราวกับได้ร่วมเดินทางไปกับตัวละครจริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นประเด็นเรื่องผู้อพยพ สงคราม และความขัดแย้งทางการเมืองที่หนังนำเสนอไว้ตั้งแต่ปี 2006 กลับสะท้อนความจริงของโลกในปัจจุบันได้อย่างน่าขนลุก ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้เก่าไปตามกาลเวลา แต่กลับ ‘ร่วมสมัย’ ขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี