The Outsider (2018) ดิ เอาท์ไซเดอร์ – จากเชลยศึกอเมริกันสู่เส้นทางมาเฟียยากูซ่า เกียรติยศแห่งรอยสัก และการนองเลือดในโอซาก้ายุคหลังสงคราม
ในฐานะนักวิจารณ์และผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่ติดตามงานภาพยนตร์แนวอาชญากรรมนัวร์ข้ามวัฒนธรรมและการดำดิ่งสู่โลกมืด (Cross-Cultural Crime Noir & Yakuza Underworld Drama) มาอย่างต่อเนื่อง The Outsider (2018) ดิ เอาท์ไซเดอร์ ผลงานการกำกับของ มาร์ติน แซนด์ฟลีต (Martin Zandvliet) บน Netflix คือภาพยนตร์ดราม่าอาชญากรรมที่เปี่ยมด้วยความสุขุม เยือกเย็น, บรรยากาศดิบเทาของประเทศญี่ปุ่นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ช่วงทศวรรษ 1950), ธรรมเนียมปฏิบัติอันเคร่งครัดของวงการยากูซ่า, และการถ่ายทอดการดิ้นรนของ “คนนอก” ที่พยายามสร้างตัวตนในวัฒนธรรมที่ปฏิเสธคนต่างชาติ ภาพยนตร์พาผู้ชมไปติดตามชีวิตของ “นิค โลเวลล์” อดีตทหารอเมริกันที่ผันตัวเข้าสู่วงการมาเฟียญี่ปุ่นเพื่อค้นหาความหมายของการมีชีวิตและเกียรติยศ
เรื่องย่อ: มิตรภาพในคุกค่ายกักกันสู่การก้าวขึ้นเป็นยากูซ่าต่างชาติ
เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองโอซาก้า ช่วงปี 1954 หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง “นิค โลเวลล์” (Nick Lowell) อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ ตกเป็นนักโทษเพียงคนเดียวในเรือนจำญี่ปุ่น เขาได้ช่วยเหลือ “คิโยชิ” (Kiyoshi) สมาชิกคนสำคัญของตระกูลยากูซ่า “ชิโรมัตสึ” (Shiromatsu Clan) จากการถูกลอบสังหารและพยายามฆ่าตัวตายในคุก เพื่อตอบแทนบุญคุณ คิโยชิจึงใช้อิทธิพลช่วยให้นิคได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ
เมื่อไร้ที่ไปในดินแดนที่ไม่ต้อนรับคนอเมริกัน นิคตัดสินใจเข้าร่วมทำงานกับตระกูลชิโรมัตสึ เขาแสดงความจงรักภักดีด้วยความเงียบขรึม ความเด็ดขาด และความกล้าหาญในการลงมือจัดการงานสกปรก จนได้รับการยอมรับจากหัวหน้าตระกูลและผ่านพิธีสาบานตนเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด พร้อมทั้งได้รับรอยสักยากูซ่าเต็มแผ่นหลัง (Irezumi) และเริ่มมีความสัมพันธ์ต้องห้ามกับ “มิยู” (Miyu) น้องสาวของคิโยชิ ทว่าการขยายอำนาจของตระกูลคู่แข่งรุ่นใหม่อย่าง “เซซุ” (Seizu) ที่เริ่มใช้เงินและอำนาจฉ้อฉล บีบให้เกิดสงครามนองเลือดระหว่างแก๊ง นิคจึงต้องใช้ทั้งชีวิตและจิตวิญญาณในการต่อสู้เพื่อปกป้องตระกูลที่ยอมรับเขาเป็นคนในครอบครัว
จุดเด่นและมิติเชิงภาพยนตร์ที่ไม่ควรมองข้าม
The Outsider (2018) โดดเด่นด้วย การถ่ายทอดพิธีกรรมและวิถีชีวิตของยากูซ่าแบบดั้งเดิมอย่างประณีตและเคารพวัฒนธรรม (Authentic Yakuza Rituals & Visual Realism) ไม่ว่าจะเป็นพิธีตัดนิ้วไถ่โทษ (Yubitsume), การสักลายโบราณด้วยมือ, หรือพิธีดื่มเหล้าสาบานตน (Sakazuki) ผสานกับงานกำกับภาพโทนสีหม่นที่ขับเน้นความโดดเดี่ยวและความตึงเครียดได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมการแสดงอันนิ่งลึกและเปี่ยมด้วยพลังของ จาเรด เลโต (Jared Leto) ในบทนิค ที่ถ่ายทอดความไร้อารมณ์ของคนมีบาดแผลทางใจได้อย่างน่าทึ่ง ปะทะบทบาทกับทีมนักแสดงแถวหน้าของญี่ปุ่นอย่าง ทาดาโนบุ อาซาโนะ (Tadanobu Asano), ชิอินะ คิปเป (Kippei Shiina) และ ชิโอริ คุสึนะ (Shioli Kutsuna)
ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การสำรวจภาวะการแปลกแยกและโหยหาการยอมรับ (A Brooding Study of Alienation, Identity, and Honor) หนังสะท้อนให้เห็นว่าสำหรับคนที่สูญเสียทุกสิ่งจากสงคราม “ครอบครัว” อาจไม่ใช่เรื่องของสายเลือดหรือเชื้อชาติ แต่คือกลุ่มคนที่มอบเกียรติยศและพื้นที่ยืนให้แก่กัน แม้ว่าพื้นที่นั้นจะเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและความตายก็ตาม
ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชม
- การแสดงอันสุขุมและเข้มข้นของ Jared Leto: การถ่ายทอดบทคนนอกมาดนิ่งผู้พร้อมระเบิดความรุนแรงในชั่วพริบตา
- เคมีและการประชันบทบาทกับ Tadanobu Asano: มิตรภาพของสองพี่น้องร่วมสาบานที่หนักแน่นและจริงใจ
- การจำลองบรรยากาศญี่ปุ่นยุค 50s และพิธีกรรมยากูซ่าแท้: รายละเอียดงานสร้างที่พิถีพิถัน ดิบ และสมจริง
- ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คอหนังแนว Crime Drama, Neo-Noir, Gangster, Yakuza และ Period Thriller: ภาพยนตร์อาชญากรรมบรรยากาศนัวร์บน Netflix ที่มอบความเข้มข้น ดุดัน และงานภาพทรงคุณค่า