เนื้อเรื่องย่อ

Wonderstruck (2017) อัศจรรย์วันข้ามเวลา – การเดินทางข้ามกาลเวลาสองยุคสมัย สายใยแห่งความเงียบ และความมหัศจรรย์ใจกลางพิพิธภัณฑ์นิวยอร์ก

ในฐานะนักวิจารณ์และผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่ติดตามงานภาพยนตร์แนวดราม่าก้าวพ้นวัยและศิลปะภาพยนตร์ชั้นสูง (Coming-of-Age Mystery & Visual Cinematic Masterpiece) มาอย่างต่อเนื่อง Wonderstruck (2017) อัศจรรย์วันข้ามเวลา ผลงานการกำกับของ ทอดด์ เฮย์นส์ (Todd Haynes) ดัดแปลงจากวรรณกรรมเยาวชนภาพประกอบยอดนิยมของ ไบรอัน เซลสนิก (Brian Selznick) ผู้ประพันธ์ The Invention of Hugo Cabret คือภาพยนตร์ที่เปี่ยมด้วยสุนทรียศาสตร์ทางภาพและเสียง, การร้อยเรียงสองเส้นเวลาคู่ขนานต่างยุคสมัย (ปี 1927 และ 1977), การถ่ายทอดโลกของผู้บกพร่องทางการได้ยินอย่างประณีต, และการผจญภัยค้นหาตัวตน ความอบอุ่น และครอบครัวใจกลางมหานครนิวยอร์ก

เรื่องย่อ: ปริศนาสองยุคสมัยร้อยเรียงผ่านความเงียบและเสียงดนตรี

เรื่องราวเล่าสลับระหว่างสองช่วงเวลาในประวัติศาสตร์:

  • ปี 1977 (ยุคมินเนโซตาและนิวยอร์กยุคฟังก์/ดิสโก้): “เบน” (Ben รับบทโดย โอคส์ เฟกลีย์) เด็กหนุ่มที่เพิ่งสูญเสียแม่ไปในอุบัติเหตุและไม่เคยรู้เลยว่าพ่อแท้ๆ ของตนคือใคร คืนหนึ่งเขาถูกฟ้าผ่าผ่านสายโทรศัพท์จนสูญเสียการได้ยินไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากพบเบาะแสที่คั่นหนังสือและกล่องไม้ขีดไฟปริศนาจากร้านหนังสือในนิวยอร์ก เบนจึงตัดสินใจหนีออกจากโรงพยาบาลและนั่งรถบัสเข้าสู่มหานครนิวยอร์กเพื่อตามหาพ่อ
  • ปี 1927 (ยุคหนังเงียบในนิวเจอร์ซีย์และนิวยอร์ก): “โรส” (Rose รับบทโดย มิลลิเซนต์ ซิมมอนด์ส) เด็กหญิงหูหนวกแต่กำเนิดผู้โดดเดี่ยว ถูกพ่อผู้เข้มงวดกักขังไว้ในบ้าน เธอหลงใหลในตัว “ลิเลียน เมย์ฮิว” (Lillian Mayhew รับบทโดย จูเลียน มัวร์) นักแสดงละครเวทีและภาพยนตร์เงียบชื่อดัง โรสจึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านและเดินทางเข้าสู่นิวยอร์กเพื่อตามหาดาราสาวผู้เป็นแรงบันดาลใจ

โชคชะตาพาให้การเดินทางของทั้งสองคนที่มีช่วงเวลาห่างกันถึง 50 ปี มาบรรจบกัน ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน (American Museum of Natural History) และพิพิธภัณฑ์ศิลปะควีนส์ ที่ซึ่งความลับ ความผูกพันทางสายเลือด และแบบจำลองเมืองนิวยอร์กขนาดย่อส่วน ค่อยๆ คลี่คลายปริศนาทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์

จุดเด่นและมิติเชิงภาพยนตร์ที่ไม่ควรมองข้าม

Wonderstruck (2017) โดดเด่นด้วย เทคนิคการเล่าเรื่องสองสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพื่อสะท้อนจิตวิญญาณของแต่ละยุคสมัย (Dual-Aesthetic Cinematography & Sound Design) เรื่องราวในปี 1927 ถูกถ่ายทอดด้วยภาพขาว-ดำไร้เสียงพูดในสไตล์ภาพยนตร์เงียบคลาสสิก ขับเคลื่อนด้วยดนตรีออร์เคสตราของ คาร์เตอร์ เบอร์เวลล์ (Carter Burwell) ขณะที่เรื่องราวในปี 1977 ใช้ฟิล์มสีโทนอุ่นสไตล์เกรนย้อนยุค ผสานกับความเงียบและเสียงแว่วสะท้อนในหูของเบน ผสานกับการแสดงอันเป็นธรรมชาติของ โอคส์ เฟกลีย์ (Oakes Fegley) และการแจ้งเกิดอย่างงดงามของ มิลลิเซนต์ ซิมมอนด์ส (Millicent Simmonds) นักแสดงหูหนวกตัวจริงที่สื่อสารอารมณ์ผ่านภาษากายได้อย่างทรงพลัง ร่วมด้วย จูเลียน มัวร์ (Julianne Moore) ในบทบาทสำคัญสองช่วงวัย

ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การเฉลิมฉลองพลังแห่งการมองเห็นและการเชื่อมต่อของมนุษย์ (A Poetic Celebration of Wonder, Curiosity, and Found Family) หนังพาผู้ชมไปสัมผัสความรู้สึกมหัศจรรย์ใจ (Wonder) ผ่านตู้โชว์สิ่งสะสมในพิพิธภัณฑ์ หนังสือภาพ และการสื่อสารที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำพูด แต่ใช้หัวใจและความเข้าใจเป็นสะพานเชื่อมโยงความสัมพันธ์

ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชม

  • การกำกับภาพและสุนทรียศาสตร์ของ Todd Haynes: การตัดสลับภาพขาว-ดำสุดคลาสสิกกับโทนสีจัดจ้านยุค 70s อย่างไร้รอยต่อ
  • การแสดงอันตราตรึงของ Millicent Simmonds และ Julianne Moore: การถ่ายทอดความรู้สึกโดดเดี่ยวและความหวังผ่านสายตาและภาษามือ
  • ฉากจำลองเมืองนิวยอร์กสุดตระการตา (The Panorama of the City of New York): ฉากไคลแมกซ์ที่เฉลยปมความผูกพันได้อย่างซาบซึ้งและงดงามราวกับบทกวี
  • ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คอหนังแนว Coming-of-Age, Family Drama, Mystery, Art House และ Literary Adaptation: ภาพยนตร์ดราม่าฟีลกู๊ดงานภาพละเมียดละไมที่มอบทั้งความอบอุ่น แรงบันดาลใจ และความประทับใจลึกซึ้ง

หนังฟรีที่คุณอาจจะชอบ

ประเภทหนัง