การสืบสวนสู่สถาปัตยกรรมสุดวิปลาสที่สร้างจากห้องฆาตกรรม
ท่ามกลางภาพยนตร์สยองขวัญแนวบ้านผีสิง (Haunted House) ทั่วไปที่มักเล่นกับสูตรสำเร็จเดิมๆ Abattoir (2016) หรือในชื่อไทยสุดระทึก “บ้านกักผี” คือผลงานที่ฉีกกรอบจินตนาการของผู้ชื่นชอบความหลอนขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการนำเสนอพล็อตเรื่องสุดล้ำเลิศที่ผสมผสานแนวทางสืบสวนสอบสวนแนวฟิล์มนัวร์ (Neo-Noir Investigation) เข้ากับความสยองขวัญเหนือธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง นี่คือภาพยนตร์ที่จะเปลี่ยนนิยามของคำว่า “บ้าน” ให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารวิญญาณที่ไม่มีใครเคยคาดคิด
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ จูเลีย ทัลเบน (รับบทโดย เจสสิก้า โลวน์เดส) นักข่าวสาวสายอาชญากรรมต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในชีวิต เมื่อครอบครัวของพี่สาวเธอถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมภายในบ้าน ทว่าในระหว่างที่เธอกำลังสืบหาความจริงเพื่อทวงความยุติธรรม จูเลียกลับพบกับความผิดปกติอันน่าพิศวง เมื่อห้องที่เกิดเหตุฆาตกรรมนั้นถูก “รื้อถอนและตัดฉีกออกจากตัวบ้าน” หายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีอยู่
การสืบเสาะอย่างบ้าคลั่งร่วมกับ เดแคลน เกรดี้ (รับบทโดย โจ แอนเดอร์สัน) นายตำรวจหนุ่มอดีตคนรัก ได้นำพาเธอไปสู่เมืองนิวเอนแกลนด์อันลึกลับ และได้เผชิญหน้ากับ เจบีดิอาห์ เครน (รับบทโดย เดเลียน บาค) ชายชราผู้มีรสนิยมวิปลาสและน่าสะพรึงกลัว
จูเลียค้นพบความจริงอันน่าสยดสยองว่า เจบีดิอาห์ เครน กำลังทำภารกิจระดับมหากาพย์ในการกว้านซื้อบ้านทุกหลังที่มีประวัติการฆาตกรรมนองเลือด เพื่อ “เลาะกระชาก” เฉพาะห้องที่เกิดเหตุเหล่านั้นมาประกอบกันเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์ที่เรียกว่า “Abattoir” โรงฆ่าสัตว์มนุษย์ที่กลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความตาย รวบรวมเอาทั้งวิญญาณ ความทุกข์ทรมาน และเสียงกรีดร้องของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกักขังไว้รวมกัน และตัวจูเลียเองก็กำลังจะถูกลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห้องฆาตกรรมห้องต่อไปในบ้านหลังนี้
รีวิวจากมุมมองนักวิจารณ์: ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงเป็น “งานสยองขวัญพล็อตไอเดียระดับมาสเตอร์พีซ”
“ไม่ใช่แค่เรื่องของผีสิง แต่คือภาพยนตร์ที่สร้างความกลัวผ่านงานดีไซน์และแนวคิดสุดจิตตก”
ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์ ต้องยอมรับว่าผู้กำกับ ดาร์เรน ลินน์ บูสแมน (ผู้เคยฝากผลงานอันเลื่องชื่อไว้ใน Saw II, III, IV) สามารถรังสรรค์ Abattoir (2016) ออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หนังฉลาดมากในการเปลี่ยนความกลัวเชิงสัญชาตญาณให้กลายเป็นรูปธรรมผ่านสถาปัตยกรรม
- พล็อตเรื่องที่ล้ำยุคและแปลกใหม่: แนวคิดเรื่องการสะสม “ห้องฆาตกรรม” มาต่อกันเป็นบ้านหลังใหญ่ ถือเป็นไอเดียที่ทรงพลังและสดใหม่มากในแวดวงหนังสยองขวัญ มันสร้างความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจและชวนให้คนดูอยากติดตามว่า ปลายทางของบ้านหลังนี้จะนำไปสู่อะไร
- มู้ดแอนด์โทนสไตล์สืบสวนคลาสสิก: ครึ่งแรกของหนังทำหน้าที่เป็นหนังสืบสวนแนวขุดคุ้ยความลับ (Detective Thriller) ที่ปูบรรยากาศด้วยแสงเงามืดหม่น โทนสีคอนทราสต์จัดจ้านแบบหนังสไตล์นัวร์ยุคเก่า ก่อนจะค่อยๆ พลิกโฉมเข้าสู่ความสยองขวัญเหนือธรรมชาติอย่างเต็มตัวในครึ่งหลัง
- งานสร้างและโปรดักชั่นดีไซน์ที่น่ากราบ: ฉากไฮไลท์ในช่วงท้ายเรื่องที่เผยให้เห็นภายในของบ้าน “Abattoir” ทำออกมาได้งดงาม แต่อบอวลไปด้วยความบิดเบี้ยวและน่าขนลุก การเล่นกับเขาวงกต ห้องที่ไม่มีทางออก และเสียงวิญญาณที่โหยหวน ถือเป็นงานคราฟต์ที่สะท้อนถึงลายเซ็นของผู้กำกับสายทารุณกรรมอย่างชัดเจน
หากคุณเป็นคอหนังสยองขวัญที่เบื่อหน่ายกับพล็อตเรื่องเดิมๆ และกำลังมองหาภาพยนตร์ที่มีไอเดียแปลกประหลาด มีชั้นเชิงในการดีไซน์ความกลัว และเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศอันลึกลับน่าค้นหา