Maze Runner: The Death Cure (2018) เมซ รันเนอร์ 3: ไข้มรณะ – ศึกตัดสินบุกนครวงกตสุดท้าย ปิดฉากมหากาพย์ไวรัสมรณะ และการเสียสละเพื่อมวลมนุษยชาติ
ในฐานะนักวิจารณ์และผู้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ที่ติดตามงานภาพยนตร์แนวดิสโทเปียไซไฟ-แอ็กชันบล็อกบัสเตอร์ระดับมหากาพย์ (Dystopian Sci-Fi Action & Young Adult Franchise Finale Masterpiece) มาอย่างต่อเนื่อง Maze Runner: The Death Cure (2018) เมซ รันเนอร์ 3: ไข้มรณะ ผลงานการกำกับของ เวส บอล (Wes Ball) คือบทสรุปปิดฉากไตรภาคภาพยนตร์ชุด The Maze Runner ที่ดัดแปลงจากนวนิยายขายดีของ เจมส์ แดชเนอร์ (James Dashner) ภาพยนตร์เปี่ยมด้วยความดุดันของฉากแอ็กชันวินาศกรรมตั้งแต่ต้นจนจบ, การขยายสเกลสู่มหานครแห่งสุดท้ายที่รายล้อมด้วยกำแพงยักษ์, และบททดสอบจิตใจอันหนักหน่วงระหว่างมิตรภาพ การทรยศ และการค้นหายารักษาไวรัสแฟลร์ (Flare Virus)
เรื่องย่อ: ภารกิจบุกแดนศัตรูสู่นครไร้ทางออกเพื่อช่วยเพื่อนรัก
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือดหลังจากการถูกหักหลังในภาคที่แล้ว “โธมัส” (Thomas) พร้อมด้วย เบรนด้า, ฮอร์เก้, วินซ์ และชาวกลุ่มผู้รอดชีวิต (Right Arm) ได้เปิดฉากปล้นขบวนรถไฟขนส่งขององค์กรวิคเค็ด (W.C.K.D.) อย่างอุกอาจเพื่อช่วยเหลือ “มินโฮ” (Minho) ทว่าพวกเขากลับพบว่ามินโฮไม่ได้อยู่ในตู้ขบวนที่ชิงมาได้ แต่ถูกนำตัวไปยัง “เดอะ ลาสต์ ซิตี้” (The Last City) มหานครแห่งสุดท้ายที่มีกำแพงป้องกันการบุกรุกแน่นหนาและเป็นฐานบัญชาการใหญ่ของวิคเค็ด
เพื่อช่วยเพื่อนรัก โธมัส, นิวท์ (Newt) และ ฟรายแพน (Frypan) จึงตัดสินใจแหกกฎและมุ่งหน้าตรงสู่นครปิดตายแห่งนั้น ระหว่างทางพวกเขาได้พบกับพันธมิตรที่คาดไม่ถึงอย่าง “กัลลี” (Gally) ผู้รอดชีวิตจากเขาวงกตภาคแรก ซึ่งพาพวกเขาแทรกซึมเข้าสู่เมืองผ่านกลุ่มกองกำลังปฏิวัติใต้ดิน เมื่อเข้าไปถึงด้านใน โธมัสต้องเผชิญหน้ากับ “เทเรซา” (Teresa) อดีตคนรักที่แปรพักตร์ไปช่วยวิคเค็ดวิจัยยารักษา และ “แจนสัน” (Janson) เจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้เหี้ยมโหด ท่ามกลางเวลาที่เหลือน้อยลงทุกทีเมื่อนิวท์เริ่มแสดงอาการติดเชื้อไวรัสแฟลร์ โธมัสจึงต้องเลือกระหว่างการล้างบางองค์กรเพื่ออิสรภาพ หรือการเสียสละเลือดเนื้อของตนเองที่เป็นกุญแจสำคัญในการสกัดเซรุ่มกู้วิกฤตมนุษยชาติ
จุดเด่นและมิติเชิงภาพยนตร์ที่ไม่ควรมองข้าม
Maze Runner: The Death Cure (2018) โดดเด่นด้วย การออกแบบฉากแอ็กชันฟอร์มยักษ์ที่ต่อเนื่อง บีบหัวใจ และเปี่ยมด้วยไดนามิกความเร็วสูง (Non-Stop High-Stakes Action & Urban Warfare) ตั้งแต่ฉากปล้นรถไฟสไตล์เวสเทิร์นเปิดเรื่อง ไปจนถึงฉากสงครามกลางเมืองและการถล่มตึกระฟ้าในองก์สุดท้าย ผสานกับการแสดงระดับท็อปฟอร์มของ ดีแลน โอไบรอัน (Dylan O’Brien) ที่กลับมาถ่ายทอดบทโธมัสได้อย่างเข้มข้น ดุดัน และสะเทือนอารมณ์ ปะทะบทบาทกับ โทมัส โบรดี-แซงสเตอร์ (Thomas Brodie-Sangster) ในบทนิวท์ ที่ส่งมอบการแสดงอันทรงพลังและเรียกน้ำตาคนดูได้อย่างลึกซึ้ง ร่วมด้วย คี ฮง ลี (Ki Hong Lee), คายา สโคเดลาริโอ (Kaya Scodelario), วิล พัลเตอร์ (Will Poulter) และ เอเดน กิลเลน (Aidan Gillen)
ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การตอกย้ำแก่นแท้ของมิตรภาพ การก้าวผ่านวัย และการตั้งคำถามต่อแนวคิดเพื่อประโยชน์ส่วนรวม (A Resolute Testament to Friendship, Moral Ambiguity, and the Cost of Survival) หนังชี้ให้เห็นอย่างคมคายว่า “WCKD is good” จริงหรือไม่ และการทำลายล้างความบริสุทธิ์เพื่อรักษาโลกใบเก่าไว้นั้นคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายหรือไม่
ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้คุ้มค่าแก่การรับชม
- ฉากเปิดเรื่องปล้นรถไฟสุดมันระดับมาสเตอร์พีซ: ความตื่นเต้นเร้าใจของการวางแผนชิงตัวประกันบนขบวนรถไฟความเร็วสูง
- มิตรภาพและการจากลาอันสะเทือนอารมณ์ระหว่าง Thomas และ Newt: ฉากดราม่าไคลแมกซ์ที่บีบหัวใจและเป็นหนึ่งในฉากจำที่สุดของแฟรนไชส์
- การเนรมิต The Last City นครดิสโทเปียสุดอลังการ: งานภาพและสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่ยกระดับความยิ่งใหญ่ของสงครามครั้งสุดท้าย
- ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คอหนังแนว Sci-Fi, Dystopian, Action Thriller, Survival และ Young Adult Adaptation: บทสรุปไตรภาคที่สมบูรณ์แบบ ตอบคำถามทุกปมปริศนา และมอบความมันสะใจตลอดความยาวกว่า 2 ชั่วโมง